Friday, 30 September 2022

ทำสัญญาซื้อขายรถ แบบผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนตอนไหน?

รผ่อนชำระจำเป็นที่จะต้องมีหนังสือสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง แล้วกรรมสิทธิ์ในรถนั้นจะโอนไปเป็นของคนซื้อตอนไหนกันหละ?

แน่นอนว่าถ้าเป็นรถมือหนึ่งจะมีไฟแนนซ์เข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างเรากับบริษัทขายรถ โดยเราจะต้องไปผ่อนต่อกับไฟแนนซ์ตามที่เรียกว่า สัญญาเช่าซื้อนั่นเอง โดยปกติในสัญญาจะมีระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าวจะโอนเป็นของเราก็ต่อเมื่อ เราได้ชำระค่างวดครบหมดแล้ว และมีการโอนเล่มกันถูกต้องตามกฎหมาย

แต่มันก็มีกรณีที่เราไปซื้อรถจากคนรู้จักแล้วขอผ่อน เป็น 2 งวด หรือ 3 งวด แล้วแต่ตกลงกัน แต่ก็มีการทำสัญญาซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย กรณีนี้กรรมสิทธิ์ในรถจะตกเป็นของเราตอนไหน เรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนและควรค่าแก่การทำความเข้าใจ แล้วนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9603/2553 (ประชุมใหญ่) โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่

การที่จำเลยบอกกับ ท. ซึ่งเป็นเพียงคนขับรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป ท. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้และมิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น และ ท. มิได้มอบกุญแจรถยนต์ตู้เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์เพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์


จากคำพิพากษาดังกล่าวจะเห็นได้ สัญญาซื้อขายรถยนต์คันนี้ ในสัญญาไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อไม่มีเงื่อนไขจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมทำให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์โอนไปยังผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังชำระเงินไม่ครบถ้วนก็ตาม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกก็คือ เมื่อกรรมสิทธิ์โอนไปเป็นของคนซื้อแล้ว ต่อมาคนซื้อไม่ยอมชำระเงินที่เหลือ แล้วคนขายไปตามเอารถจากคนซื้อโดยเข้าไปขับออกมาโดยพลการ ยังเป็นความผิดฐานลักทรัพย์อีกด้วย

ซึ่งโดยหลักแล้วหากผู้ซื้อผิดสัญญาไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือง จะต้องไปฟ้องศาลเป็นคดีแพ่งบังคับให้ผู้ซื้อชำระส่วนที่เหลือ จะถือวิสาสะไปเอารถมาเลยไม่ได้ เพราะกรรมสิทธิ์นั้นได้โอนไปเป็นของผู้ซื้อแล้วตั้งแต่ทำสัญญา


แต่สำหรับไฟแนนซ์ถึงแม้กรรมสิทธิ์ในรถจะยังเป็นของไฟแนนซ์อยู่ อย่างไรก็ตามได้มีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 คอยกำกับเอาไว้ หากไฟแนนซ์จะเข้าครอบครองรถคืนจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เช่าซื้อเสียก่อน นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามวิธีการทวงหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ข้อมูล : Law-Addict