Wednesday, 5 October 2022

อยากบริจาคเลือดต้องมีคุณสมบัติ หรือข้อห้ามอะไรบ้าง

26 Mar 2021
3965

“เลือด” ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญของร่างกาย เปรียบเสมือนสายธารหล่อเลี้ยงชีวิต ตามปกติแล้วมนุษย์เราจะมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกายประมาณ 4,000 – 5,000 ซีซี ดังนั้นการบริจาคเลือดเพียง 350-450 ซีซี หรือประมาณ 9% จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่กลับจะมีผลดี เพราะร่างกายมีการกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดใหม่ออกมาชดเชย วันนี้จะมาดูคุณสมบัติ และข้อห้ามของผู้ที่จะบริจาคเลือดกัน

ระยะเวลาบริจาคโลหิต : ทุก 3 เดือน

คุณสมบัติของผู้ประสงค์บริจาคเลือด

  1. อายุ 17 – 70 ปี
  2. น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม
  3. สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ผู้บริจาคโลหิตมีความปกติทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ไม่มีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการอ่อนเพลียจากการอดนอน อาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารอื่นๆ
  4. ควรนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือด การนอนหลับมีความสำคัญต่อสุขภาพ แต่ไม่จำเป็นต้องนอนถึง 8 ชั่วโมง เพียงสามารถนอนได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ เพียง 5-6 ชั่วโมง ถ้านอนหลับสนิท ตื่นมารู้สึกสดชื่น ไม่ผิดไปจากกิจวัตรเดิม และสามารถทำงานได้อย่างปกติ 
  5. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงก่อนบริจาคเลือด 6 ชั่วโมง เนื่องจากอาหารที่มีไขมันสูง จะทำให้พลาสมาของผู้บริจาคโลหิตมีสีขาวขุ่น ซึ่งไม่สามารถนำพลาสมาลักษณะเช่นนี้ไปให้ผู้ป่วยได้ ผู้บริจาคโลหิตจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ก่อนบริจาคโลหิต
  6. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนบริจาคเลือด 24 ชั่วโมง

ข้อห้ามของผู้ประสงค์บริจาคเลือด

  1. ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือในนมบุตร ควรงดบริจาคเลือด

ผู้บริจาคโลหิตกำลังตั้งครรภ์ ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราว เพราะโลหิตมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก  และควรเก็บโลหิตไว้ในร่างกาย หากการคลอดมีการเสียโลหิตมาก ซึ่งการบริจาคโลหิตระหว่างการตั้งครรภ์อาจทาให้มีภาวะซีด และอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ 

หากอยู่ในระยะให้นมบุตรต้องงดบริจาคโลหิตเช่นเดียวกัน เพราะในโลหิตมีสารอาหารมาก เพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำนม นอกจากนั้นระหว่างที่อยู่ในระยะให้นมบุตร อาจมีการนอนหลับไม่เพียงพอทำให้อ่อนเพลียได้ หลังจากบุตรหย่านมแล้ว จึงจะบริจาคโลหิตได้

2. ผู้ที่คลอดบุตร หรือแท้ง ควรงวดบริจาค 6 เดือน

    การคลอดบุตรด้วยวิธีคลอดปกติหรือการผ่าตัดคลอด รวมทั้งการแท้งบุตร อาจมีการเสียโลหิตเป็นจานวนมาก จึงต้องงดบริจาคชั่วคราว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงให้กลับเป็นปกติก่อน

3. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ ควรงดบริจาคเลือด

  • ท่านมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน(ตอบเฉพาะชาย) ซึ่งอัตราการติดเชื้อเอชไอวี ของกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายสูงกว่าประชากรทั่วไปมาก และโอกาสที่จะมีผู้ที่อยู่ในระยะ window period ของการติดเชื้อ เอชไอวี ในกลุ่มนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป (window period คือ ระยะเวลาที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อ ในร่างกายยังมีเชื้อจานวนน้อย ไม่สามารถตรวจพบร่องรอยการติดเชื้อได้ด้วยวิธีทางห้องปฏิบัติการแต่สามารถถ่ายทอดไปยังผู้รับโลหิตได้) ข้อนี้จึงยังเป็นข้อกาหนดไม่รับบริจาคโลหิตอย่างถาวร
  • ท่านหรือคู่ของท่านมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ : มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่ของตนเอง / ผู้ขายบริการ / ผู้เสพยาเสพติด / ผู้ที่อาจติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ หากผู้บริจาคโลหิตและคู่ มีพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อผู้ป่วยที่ได้รับโลหิตเช่นเดียวกัน จึงเป็นข้อกาหนดให้งดบริจาคโลหิตอย่างไม่มีกำหนด 

4. เคยใช้ยารักษาหรือป้องกันโรคเอชไอวี

PrEP (pre exposure prophylaxis) เป็นกลุ่มยาที่ผลิตขึ้นมาจากการผสมตัวยาหลายชนิด ได้ถูกนามาใช้ในการป้องกันสาหรับคน HIV negative ที่ในชีวิตประจำวันมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV จึงต้องกินยานี้เป็นประจำ

PEP (post exposure prophylaxis) เป็นการรักษาระยะสั้น (short term treatment) ที่ใช้ทันทีหรือเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ หลังจากได้มีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่าง ๆ ที่ทราบกันดีต่อการติดเชื้อ HIV เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อดังกล่าว

ยากลุ่มนี้ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้หมด เพียงแต่ลดปริมาณของเชื้อจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้แม้จะใช้เทคนิค NAT แล้วก็ตาม และยาอาจรบกวนการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงจึงให้งดการบริจาคอย่างถาวร

หากเป็นการรับประทานยาเนื่องจากอุบัติเหตุของบุคลากรทางการแพทย์ ให้งด 1 ปี เพื่อติดตามผลการตรวจติดเชื้อให้ครบกาหนด หากผลตรวจเป็นลบสามารถบริจาคโลหิตได้    

5. หากมีโรคประจำตัวต่างๆ ที่พบบ่อยในผู้บริจาคโลหิต

  • เบาหวาน หากควบคุมได้ด้วยการรับประทานยา ไม่มีการฉีดยาอินซูลิน และไม่มีปัญหาโรคแทรกซ้อน สามารถบริจาคโลหิตได้ 
  • ความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ หากควบคุมระดับความดันโลหิตได้ อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด (systolic ไม่เกิน 160 มม.ปรอท diastolic ไม่เกิน 100 มม.ปรอท) และร่างกายปกติดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
  • ไขมันในเลือดสูง สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมอง และหัวใจแตกและอุดตัน
  • Hyperthyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้ามีระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติโดยแพทย์ให้หยุดยารักษา อย่างน้อย 2 ปี
  • Hyperthyroid ที่มีสาเหตุ จากมะเร็งหรือโรคทางภูมิคุ้มกัน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร
  • Hypothyroid สามารถบริจาคโลหิตได้ถ้ารักษาจนระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับสู่ปกติ ทั้งนี้ สามารถควบคุมระดับฮอร์โมนได้โดยไม่ต้องปรับยา ภายใน 8 สัปดาห์
  • โรคลมชัก สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าหยุดยากันชักโดยไม่มีอาการชัก มาอย่างน้อย 3 ปี ทั้งนี้ ต้องมีใบรับรองจากแพทย์ผู้รักษามายืนยัน
  • โรคมะเร็งทุกชนิด งดบริจาคโลหิตถาวร แม้ได้รับการรักษาหายแล้ว
  • โรควัณโรค สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าได้รับการรักษาจนหาย และรับประทานยาครบคอร์ส อย่างน้อย 2 ปี นับจากการรับประทานยาเม็ดสุดท้าย
  • โรคหอบหืด สามารถบริจาคโลหิตได้ ถ้าควบคุมอาการได้ด้วยยากิน (ยกเว้นยา steroid) หรือยาพ่นเพื่อควบคุมอาการ (controller) และในวันที่มาบริจาคโลหิตไม่มีอาการหอบหืด 

6. กรณีรับประทานยาต่างๆ

  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่่าเชื้อ) หลังรับประทานยามื้อสุดท้ายแล้ว ให้เว้น 7 วัน จึงสามารถบริจาคโลหิตได้
  • ยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวดข้อ สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่หากบริจาคเกล็ดโลหิตจะต้องหยุดรับประทานยาแล้ว อย่างน้อย 2 วัน จึงจะบริจาคได้

7.อุดฟัน ขูดหินปูน เว้น 3 วัน/ ถอนฟัน รักษารากฟัน เว้น 7 วัน

8. ท้องเสีย ท้องร่วง เว้น 7 วัน

9. เจาะหู ผิวหนัง สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม เว้น 4 เดือน

  • หากทำหัตถการ ณ สถานที่อื่น ๆ ที่มิใช่โรงพยาบาล ควรเว้นอย่างน้อย 4 เดือน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่สามารถติดต่อได้ทางโลหิตโดยเฉพาะ HIV หรือไวรัสตับอักเสบ B และ C โดยมีเงื่อนไขว่าการตรวจ HCV ในโลหิตบริจาคใช้เทคนิค NAT
  • สำหรับการตรวจ HCV ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ใช้เทคนิค NAT จึงให้เว้น 4 เดือน แทนเกณฑ์เดิมที่ให้เว้น 1 ปี
  • ถ้าไม่ได้ตรวจ HCV ด้วยเทคนิค NAT หรือไม่มั่นใจในสถานที่ที่ไปรับบริการให้เว้น 1 ปี

10. ผ่าตัดเล็ก เว้น 7 วัน ส่วนผ่าตัดใหญ่ เว้น 6 เดือน

  • ผ่าตัดเล็ก หมายถึง การผ่าตัดที่ใช้ยาชาเฉพาะที่ อาจเสียโลหิตไม่มาก แต่มีบาดแผลซึ่งอาจเป็นทางเข้าของเชื้อโรคได้ จึงต้องงดการบริจาคโลหิต 7 วัน เพื่อให้บาดแผลหายสนิท ตัวอย่างการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าตัดฝีเฉพาะจุด
  • การผ่าตัดใหญ่ หมายถึง การผ่าตัดที่ต้องดมยาสลบและมีการใช้เครื่องช่วยหายใจ การผ่าตัดอาจมีการสูญเสียโลหิตมาก จึงควรงดการบริจาคโลหิต 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและแผลหายดี กรณีที่มีการให้โลหิตหรือส่วนประกอบโลหิตร่วมด้วย ควรงดการบริจาคโลหิต 1 ปี ตัวอย่างการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดกระดูกสันหลัง รวมทั้งการผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง
  • กรณีขูดมดลูกจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกียวข้องกับการตั้งครรภ์หรือแท้งบุตรให้งด 1 เดือน ถ้ามีการดมยาสลบในการขูดมดลูกให้งด 6 เดือน

11. ผู้ที่เคยได้รับโลหิต หรือส่วนประกอบของโลหิต ให้เว้นการบริจาค 1 ปี

12. คยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cells)

  • ผู้ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ  หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cells) ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันของร่างกายตลอดไปเพื่อป้องกันการสลัดอวัยวะที่ปลูกถ่ายไว้ ยากดภูมิคุ้มกันสามารถทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ หรือ ตายในครรภ์ได้หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับโลหิตนี้
  • ส่วนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกาเนิดเม็ดโลหิตนั้นแม้ไม่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่สาเหตุการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกาเนิดเม็ดโลหิตนั้น เป็นโรคทางโลหิตวิทยา อาจมีปัญหาในการสร้างเม็ดโลหิต จึงให้งดบริจาคโลหิตถาวร
  • ยกเว้นปลูกถ่ายกระจกตา งด 1 เดือน

13. เคยถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำร่างกาย ให้เว้นระยะ 1 ปี

14. เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ ควรงดบริจาค

15. คู่นอน หรือบุคคลในครอบครัว เป็นโรคตับอักเสบ ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา ควรงดบริจาค

16. ควรตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบ ควรงดบริจาค

17. เคยป่วยเป็นโรคมาเลเรีย ควรเว้น 3 ปี

18. เคยเข้าไปในพื้นที่ที่โรคมาเลเรียชุกชุม ใน 1 ปี ที่ผ่านมา ควรเว้น 1 ปี

19. โรคไข้หวัดใหญ่ / โรคไข้เลือดออก ให้งดบริจาคโลหิต 1 เดือนหลังหายดีแล้ว

20. โรคชิคุนกุนยา ให้งดบริจาคโลหิตอย่างน้อย 1 เดือนหลังหาย และไม่มีอาการปวดข้อแล้ว

21. โรคไข้ซิกา ให้งดบริจาคโลหิต 4 เดือน

22. โรคโควิด 19 (COVID-19) ปัจจุบันอ้างอิงจากประกาศศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ 10/2563 เรื่อง มาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทางโลหิต ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 7 เมษายน 2563 ให้งดบริจาคโลหิตเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์

23. ได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ป้องกันบาดทะยัก หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง และบาดแผลหายดีแล้ว บริจาคโลหิตได้

24. ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี หลังได้รับวัคซีน 21 วัน บริจาคโลหิตได้

25. ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และงูสวัด หลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้

26. วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ หลังฉีดวัคซีน 24 ชม. ไม่มีอาการข้างเคียง บริจาคโลหิตได้

27. มีประวัติเสพยาเสพติด ควรงดบริจาค

28.  ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว หรือจองจำในเรือนจำ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV HBV HCV เนื่องจากอยู่ในสถานที่แออัด สุขอนามัยไม่ดี และอาจมีการใช้ของมีคมร่วมกัน ให้งด1 ปี นับจากวันที่ได้รับการปล่อยตัว

29. เคยมีน้าหนักลด มีไข้ มีต่อมน้าเหลืองโต โดยไม่ทราบสาเหตุ ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา หรือเคยตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ควรงดบริจาค

 30. เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (อังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สก๊อตแลนด์ เวลส์ และดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร) ในช่วง พ.ศ. 2523 – 2539 เป็นระยะเวลา มากกว่า 3 เดือน ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากมีการระบาดของโรควัวบ้า

หรือในปี พ.ศ. 2523 – 2539  เคยเจ็บป่วยและได้รับโลหิตของผู้อื่นที่ประเทศอังกฤษ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากเป็นช่วงระเวลาการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า

31. ผู้ที่เคยพักนักอาศัยอยูในประเทศฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ช่วง พ.ศ. 2523 – 2544 รวมระยะเวลา 5 ปี ให้งดบริจาคโลหิตถาวร เนื่องจากมีการระบาดของโรควัวบ้า

สิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาลของผู้บริจาคโลหิต

1.ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 16 ครั้งขึ้นไป ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ปีละ 1 ครั้ง

2.ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษ ตามสิทธิ์จากหน่วยงานต้นสังกัด ส่วนที่เกินได้รับการลดหย่อนร้อยละ 50

สำหรับผู้ไม่มีสิทธิ์ดังกล่าวได้รับการช่วยเหลือ ร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้

3.ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป ไดรับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้ แต่ถ้าอยู่ห้องพิเศษจ่ายค่าห้องพิเศษและอาหารพิเศษร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้

4.ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป ไม่คิดมูลค่าการรักษาพยาบาล แต่ถ้าอยู่ห้องพิเศษจ่ายค่าห้องพิเศษและอาหารพิเศษร้อยละ 50 ของอัตราที่กำหนดไว้

หมายเหตุ : ข้อ 2-4 ต้องมีหนังสือรับรองจากเหล่ากาชาดหรือสาขาบริการโลหิตจังหวัดนั้นๆ

ขอบคุณข้อมูล : สภากาชาดไทย